ดีปลี

ข้อมูลดีปลี

ดีปลี เป็นไม้เลื้อยในวงศ์ Piperaceae ผลแก่แห้งมีรสเผ็ดร้อน ใช้เป็นสมุนไพรและเครื่องเทศ มีชื่อท้องถิ่นอื่นว่า ดีปลีเชือก (ภาคใต้) ประดงข้อ และ ปานนุ (ภาคกลาง)


1. ชื่อพื้นบ้าน, ชื่อสามัญ, ชื่อวิทยาศาสตร์

  • ชื่อพื้นบ้าน: ดีปลีเชือก
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Piper retrofractum Vahl
  • วงศ์: Piperaceae

2. ชื่อพืช (พื้นบ้าน, วิทยาศาสตร์)

  • ชื่อพื้นบ้าน: ดีปลี
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Piper retrofractum Vahl

3. กลุ่มของพืช

พืชเครื่องเทศ, พืชสมุนไพร


4. ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น: เป็นไม้เลื้อย
  • ใบ: ใบเดี่ยว รูปไข่ โคนมน ปลายแหลม คล้ายใบย่านางแต่ผิวใบมันกว่าและบางกว่าเล็กน้อย
  • ดอก: รูปทรงกระบอก ปลายมน
  • ผล: เมื่อแก่มีสีแดง

5. สภาพแวดล้อมที่เติบโต

ชอบดินร่วนที่อุดมสมบูรณ์ ทนแห้งแล้งได้ดี ฤดูที่เหมาะสมในการปลูกคือฤดูฝน นิยมขยายพันธุ์โดยใช้เถา โดยใช้เถาที่ชำจนรากงอกแล้วปลูก แล้วทำเสาให้เลื้อย ควรดูแลเรื่องน้ำและศัตรูพืชด้วย ปลูกได้ดีในภาคใต้ของประเทศไทย


6. ประโยชน์ / การใช้ประโยชน์

  • สมุนไพร: ใช้ผลแก่แห้งเป็นยา เก็บช่วงที่ผลแก่จัดแต่ยังไม่สุก ตากแดดให้แห้ง มีรสเผ็ดร้อนขม มีสรรพคุณขับลม บำรุงธาตุ แก้จุกเสียด
  • สารสำคัญ: ดีปลีแห้งประกอบด้วยอัลคาลอยด์ชื่อ Piperine ประมาณร้อยละ 4–6, Chavicine และน้ำมันหอมระเหยประมาณร้อยละ 1
  • แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน: ใช้ผลแก่แห้ง 1 กำมือ (ประมาณ 10–15 ดอก) ต้มเอาน้ำดื่ม ถ้าไม่มีดอกใช้เถาต้มแทนได้
  • แก้ไอและขับเสมหะ: ใช้ผลแก่แห้งประมาณครึ่งผล ฝนกับน้ำมะนาวผสมเกลือ กวาดในลำคอหรือจิบบ่อย ๆ
  • เครื่องเทศ: ผลแห้งใช้ประกอบอาหารได้ ปัจจุบันใช้น้อยในอาหารยุโรป แต่ยังใช้ในอาหารอินเดีย อาหารเนปาล และอาหารแอฟริกาเหนือบางชนิด
  • อุตสาหกรรม: เป็นสมุนไพรที่ใช้มากในยาแผนโบราณ ประมาณ 5,000–7,000 กิโลกรัมต่อปี และอยู่ในแผนพัฒนาเพื่อส่งเป็นสินค้าส่งออก

7. แหล่งอ้างอิง

  • วิกิพีเดียภาษาไทย. ดีปลี. สืบค้นจาก https://th.wikipedia.org/wiki/ดีปลี