ข้อมูลผักคราดหัวแหวน

ผักคราดหัวแหวน เป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านที่นิยมใช้เป็นทั้งอาหารและยา โดยเฉพาะในภูมิปัญญาดั้งเดิม


1. ชื่อพื้นบ้าน, ชื่อสามัญ, ชื่อวิทยาศาสตร์

  • ชื่อพื้นบ้าน: ผักคราดหัวแหวน, ผักเผ็ด (ภาคเหนือ), ผักตุ้มหู (ภาคใต้), ผักฮาด (ภาคอีสาน)
  • ชื่อสามัญ: Toothache plant, Paracress
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Acmella oleracea (L.) R.K. Jansen.

2. ชื่อพืช (พื้นบ้าน, วิทยาศาสตร์)

  • ชื่อพื้นบ้าน: ผักคราดหัวแหวน
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Acmella oleracea (L.) R.K. Jansen.

3. ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น: เป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก มีอายุประมาณ 1 ปี ลำต้นตั้งตรงหรือทอดไปตามพื้นดินเล็กน้อย สูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร
  • ใบ: ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน รูปไข่หรือรูปไข่แกมใบหอก ขอบใบหยักหรือจักเป็นฟันเลื่อย
  • ดอก: ออกเป็นช่อกระจุกแน่นที่ปลายกิ่ง มีลักษณะคล้ายรูปไข่หรือกรวยคว่ำ สีเหลืองทอง
  • ผล: เป็นผลแห้ง ภายในมีเมล็ดขนาดเล็ก

4. สถานที่พบ

ผักคราดหัวแหวนมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ แต่มีการกระจายพันธุ์ไปทั่วเขตร้อนและเขตอบอุ่น พบได้ทั่วไปในประเทศไทย ตามที่ลุ่มหรือบริเวณที่มีความชุ่มชื้น เช่น ริมคลอง หรือป่าละเมาะ


5. สภาพแวดล้อมที่เติบโต

  • ดิน: เจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีความชื้นสูงและอุดมสมบูรณ์
  • น้ำ: ต้องการน้ำในปริมาณที่เหมาะสม
  • แสงแดด: ชอบแสงแดดรำไรถึงแสงแดดจัด

6. ฤดูกาลให้ผลผลิต

ผักคราดหัวแหวนสามารถออกดอกและให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี


7. ประโยชน์/การใช้ประโยชน์

  • เป็นอาหาร: ยอดอ่อนและใบอ่อนสามารถนำมารับประทานเป็นผักสดคู่กับน้ำพริก หรือนำไปประกอบอาหารประเภทแกง เช่น แกงแค แกงอ่อม
  • เป็นสมุนไพร: ส่วนต่างๆ ของพืช โดยเฉพาะดอกและใบ มีสารสำคัญที่ช่วยบรรเทาอาการปวดฟันได้ จึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “Toothache plant” นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณแก้ปวดหัว, ขับปัสสาวะ, และแก้เจ็บคอ

8. ข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น (วิธีใช้, ข้อควรระวัง)

  • วิธีใช้:
    • แก้ปวดฟัน: นำดอกสดมาตำกับเกลือเล็กน้อย แล้วอมไว้บริเวณที่ปวด หรือใช้สำลีชุบน้ำคั้นแล้วจิ้มบริเวณที่ปวด
    • แก้ฝีในลำคอ: นำต้นสดมาตำให้ละเอียด ผสมกับเหล้าหรือน้ำส้มสายชู แล้วรับประทาน
  • ข้อควรระวัง:
    • สตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน เนื่องจากอาจทำให้แท้งบุตรได้
    • ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร

9. แหล่งอ้างอิง