ข้อมูลต้นทองอุไร

ทองอุไร เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กที่ได้รับความนิยมอย่างมากในการปลูกประดับตกแต่งสวน เนื่องจากออกดอกตลอดทั้งปีและมีสีสันสดใส


1. ชื่อพื้นบ้าน, ชื่อสามัญ, ชื่อวิทยาศาสตร์

  • ชื่อพื้นบ้าน: ทองอุไร, ดอกทอง, พวงอุไร, ดอกสร้อยทอง
  • ชื่อสามัญ: Yellow elder, Trumpetbush, Trumpet flower
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Tecoma stans (L.) Juss. ex Kunth

2. ชื่อพืช (พื้นบ้าน, วิทยาศาสตร์)

  • ชื่อพื้นบ้าน: ทองอุไร
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Tecoma stans (L.) Juss. ex Kunth

3. ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น: เป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 2-5 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านมาก ทรงพุ่มโปร่ง
  • ใบ: เป็นใบประกอบแบบขนนก เรียงตรงข้ามกัน แต่ละใบมีใบย่อยประมาณ 5-11 ใบ ใบย่อยเป็นรูปหอกปลายแหลม ขอบใบหยักฟันเลื่อย
  • ดอก: ออกเป็นช่อขนาดใหญ่ที่ปลายกิ่ง ดอกมีลักษณะเป็นรูปแตรหรือกรวย มีสีเหลืองสดใส เมื่อบานเต็มที่กลีบดอกจะแยกออกเป็น 5 กลีบ
  • ผล: เป็นฝักทรงกระบอกยาว เมื่อแก่จะแตกออก ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก

4. สถานที่พบ

ทองอุไรเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปอเมริกา แต่ปัจจุบันได้แพร่กระจายและนิยมปลูกทั่วโลกในฐานะไม้ประดับ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตร้อนและกึ่งเขตร้อน เช่น ประเทศไทย ซึ่งสามารถพบได้ตามสวนสาธารณะ บ้านเรือน หรือริมถนนทั่วไป

5. สภาพแวดล้อมที่เติบโต

  • ดิน: เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกประเภท แต่จะเติบโตได้ดีที่สุดในดินร่วนปนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์และระบายน้ำได้ดี
  • น้ำ: ต้องการน้ำในปริมาณปานกลาง ทนแล้งได้ดี แต่ถ้าขาดน้ำเป็นเวลานานจะทำให้ดอกร่วง
  • แสงแดด: ชอบแสงแดดจัดตลอดวัน ยิ่งได้รับแสงแดดมากเท่าไหร่ ยิ่งออกดอกได้ดีเท่านั้น

6. ฤดูกาลให้ผลผลิต

ทองอุไรเป็นพืชที่ออกดอกได้ตลอดทั้งปี

7. ประโยชน์/การใช้ประโยชน์

  • ไม้ประดับ: นิยมปลูกเป็นไม้ประดับในสวนหย่อม หรือปลูกเป็นแนวรั้วเพื่อความสวยงาม
  • สมุนไพร: ในบางตำรายาพื้นบ้านของต่างประเทศมีการใช้ส่วนต่าง ๆ ของต้นทองอุไรในการรักษาโรค เช่น แก้ปวดท้อง และช่วยขับปัสสาวะ

8. ข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น (วิธีใช้, ข้อควรระวัง)

  • วิธีใช้: ในประเทศไทย ทองอุไรนิยมใช้เป็นไม้ดอกไม้ประดับมากกว่าการใช้ประโยชน์ด้านอื่น ๆ
  • ข้อควรระวัง: ไม่มีข้อมูลระบุถึงการใช้ประโยชน์จากทองอุไรในตำรายาพื้นบ้านของไทยที่ชัดเจน และควรระมัดระวังในการนำไปใช้เพื่อการบริโภค เนื่องจากบางส่วนของพืชอาจมีสารที่อาจก่อให้เกิดอาการเป็นพิษได้ในปริมาณมาก

9. แหล่งอ้างอิง